5. ลักษณะทางธรณีวิทยา
               ลักษณะทางธรณีวิทยาทั่วไป         ที่อ้างอิงจากหนังสือ “ธรณีวิทยาประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ” (กรมทรัพยากรธรณี, 2544)   กล่าวถึงหินปูนในพื้นที่จังหวัดพัทลุงไว้ว่า      พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดพัทลุง     เป็นที่ราบลุ่มยุคควอเทอร์นารี(Quaternary) (1.6 ล้านปี – ปัจจุบัน)    มีภูเขาหินปูนลูกโดดกระจายอยู่ทั่วไป       ภูเขาหินปูนเหล่านี้แต่เดิมเชื่อว่า  น่าจะเป็นหินปูนชุดราชบุรี(Rat Buri Group)  ยุคเพอร์เมียน(Permian) (245– 286 ล้านปี) ซึ่งเป็นหินที่พบทั่วไป  ในบริเวณแหลมไทยตั้งแต่จังหวัดราชบุรี  ประจวบคีรีขันธ์  ชุมพร  สุราษฎร์ธานี  ลงไปจนถึงยะลา ซึ่งในบางบริเวณหลักฐานทางธรณีวิทยาสามารถจำแนกว่าเป็นหินยุคเพอร์เมียนได้โดยชัดเจน  แต่บางบริเวณไม่สามารถบ่งบอกอายุได้     เนื่องจากไม่มีซากดึกดำบรรพ์  
                ต่อมาภายหลังมีการศึกษาหินปูนในจังหวัดพัทลุงจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน   และ  ได้รายงานการพบซากดึกดำบรรพ์จุลภาคของเรดิโอลาเรีย(radiolaria) และโคโนดอนต์(conodont)  ที่พบบริเวณเขาเจียก และพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์เลื้อยคลานยุคแรก  ในหินโดโลไมต์ที่ภูเขาทอง   ทางตอนเหนือของจังหวัดพัทลุง    รวมทั้งจากข้อมูลหลักฐานการวิเคราะห์ศิลาวิทยา (petrology)     ของหินปูนเชิงจุลภาค(microfacies analysis) สามารถบ่งบอกชนิดและอายุของหินได้ว่าเป็น “หินตะกอนทะเล    ที่สะสมตัวอยู่ในช่วงยุคไทแอสซิกตอนต้น(Early Triassic) ถึงไทรแอสซิกตอนปลาย (Late Triassic)”  (210 – 245 ล้านปี)       และได้เรียกชื่อเป็น “หมวดหินชัยบุรี(Chaiburi Formation)” ที่ประกอบด้วยหมู่หิน(member)  จำนวน 3 หมู่  คือ หมู่หินโดโลไมต์ภูเขาทอง(Phukhaothong Dolomite Member)    หมู่หินเขาเจียก(Jiak Limestone Member)   และหมู่หินเขาพนมวังก์(Phanomwang Limestone Member)
               สำหรับลักษณะทางธรณีวิทยาของ “หมู่หินเขาพนมวังก์” นั้น   ประกอบด้วย  หินปูนสีเทาอ่อน – เทาเข้ม  เป็นชั้นบาง – หนามาก สามารถแบ่งรายละเอียดของหินตามการวิเคราะห์ศิลาวิทยาของหินปูนเชิงจุลภาค   ตามหลักการจำแนกหินปูนของ Dunham (1962) ออกได้เป็น  bioclastic wackestone  และ  bioclastic packstone/grainstone ซึ่งบางบริเวณพบซากดึกดำบรรพ์ของปะการัง(coral)  สาหร่าย(algae)  หอยกาบคู่(pelecypod)  และ แบรคิโอพอด(brachiopod)  เป็นจำนวนมาก   ซึ่งบ่งชี้อายุของหินในช่วงอายุคาร์เนียน(Carnian, 228 – 237 ล้านปี)  ในตอนต้นยุคไทรแอสซิกตอนปลาย (early Late Triassic)      บางบริเวณที่ไม่พบซากดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่ต่างๆ ดังกล่าว   ก็พบซากดึกดำบรรพ์จุลภาคของโคโนดอนต์  แต่ก็เป็นจำนวนน้อย ซึ่งสามารถบ่งถึงอายุของหินช่วงอายุนอเรียน(Norian, 216 – 228 ล้านปี)  อยู่ในยุคไทรแอสซิกตอนปลาย
               ภายในถ้ำปลา  เป็นหินปูนสีเทาอ่อน –เทา      เนื้อหินละเอียด (cryptocrystallined texture)    แน่น  ไม่เปราะ       ลักษณะเป็นชั้นบาง   การวางตัวของชั้นหิน   มีแนวระดับ(strike)อยู่ในแนว N05 – 25E      และมีมุมเท(dip)   60 – 70 องศา  ไปทางทิศตะวันออก     โครงสร้างภายในชั้นหินเกิดการแตกหักปานกลาง  ในรอยแตกมีแร่แคลไซต์(calcite) สีขาว แทรกอยู่

รูปที่ 11   ลักษณะหินปูน เนื้อละเอียด  สีเทาอ่อน – เทา

รูปที่ 12   ลักษณะชั้นหินปูนภายในถ้ำ  ที่เป็นชั้นบาง 

6. ลักษณะที่ปรากฏภายในถ้ำ
               ถ้ำปลา  เป็นถ้ำที่วางตัวค่อนข้างราบ        ซึ่งเกิดจากทางน้ำที่ไหลผ่าน กัดเซาะหินปูนบริเวณฐานส่วนเหนือของเขาพนมวังก์  ทำให้เกิดเป็นช่องว่างทะลุทั้งสองด้าน         ปัจจุบันยังมีน้ำไหลผ่านในช่วงฤดูฝน  และภายในถ้ำมีโถงขนาดเล็ก – ใหญ่  เป็นจุดๆ      มีทางเข้า – ออกถ้ำได้ทั้งด้านทิศเหนือ และด้านทิศตะวันตกของเขาพนมวังก์   และภายในถ้ำมีลมพัดผ่านอยู่ตลอดเวลา 
ถ้ำปลา  เป็นถ้ำที่มีลักษณะแคบและยาว    โดยมีความยาวของถ้ำประมาณ   500  เมตร   วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ – ตะวันตกเฉียงใต้    จากการสำรวจสามารถจำแนกลักษณะภายในถ้ำ  ที่แตกต่างกัน  ออกได้เป็น 2 ส่วน  คือ
     6.1 บริเวณที่เป็นทางน้ำ   

               เป็นบริเวณที่บ่งถึงลักษณะถ้ำในส่วนที่มีน้ำไหลผ่าน    พื้นถ้ำ  ผนัง  และเพดานถ้ำ  ค่อนข้างเรียบ  เท่าๆ กันโดยตลอด    แสดงถึงการถูกกัดกร่อนโดยทางน้ำทั้งในโบราณและปัจจุบัน            ความสูงจากพื้นถึงเพดานถ้ำบริเวณส่วนกลางของทางน้ำประมาณ  1.6  เมตร   แล้วค่อยๆ ตื้นขึ้นจนถึงขอบผนังถ้ำ        และโดยมีความกว้างตามแนวขวางทางน้ำ ประมาณ 10   เมตร บริเวณเพดานถ้ำบางจุด  มีหินย้อยขนาดเล็กกระจายห่างๆ

รูปที่ 13  ลักษณะภายในถ้ำ   บริเวณส่วนกลางทางน้ำ  ที่เพดานต่ำ  เรียบ   พื้นเป็นดินที่ค่อนข้างชื้น

รูปที่ 14  หินย้อยขนาดเล็ก ที่พบกระจายในบริเวณเพดานถ้ำ

รูปที่  15   ลักษณะบริเวณขอบผนังถ้ำ  ในบริเวณที่เป็นทางน้ำ

รูปที่   16  ลักษณะตะกอนดินที่พัดพามากับน้ำ สะสมตัวบนหินปูนในบริเวณพื้นถ้ำ

     6.2  บริเวณที่เป็นโถง    

                โถงที่ปรากฏอยู่ในถ้ำปลา      เป็นบริเวณที่เกิดการพังของเพดานถ้ำเนื่องจากส่วนล่างถูกกัดเซาะออกไปจากการกระทำของทางน้ำ      แล้วหินในส่วนของเพดานที่เกิดรอยแตกภายในอยู่แล้ว     ไม่สามารถรับน้ำหนักได้  จึงถล่มลงมา   ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ ที่อยู่สูงกว่าระดับทางน้ำ       จากการสำรวจพบโถงที่มีขนาดใหญ่และสวยงามมาก  มีอยู่ 2 บริเวณ   ซึ่งทั้งสองเป็นบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง     โดยมีโถงขนาดเล็ก  อยู่ 1 บริเวณ  ที่อยู่ในบริเวณที่เป็นทางน้ำไหล 
               ส่วนที่เป็นโถงขนาดใหญ่          มีขนาดโดยประมาณ 30 x 40 x 10  เมตร  และ 15 x 40 x10 เมตร   ส่วนโถงขนาดเล็กนั้น  มีขนาดกว้างและยาวไม่เกิน 10 เมตร   สูงประมาณ 5 เมตร
               ลักษณะที่ปรากฏภายในโถง         มีทั้งส่วนที่เป็นก้อนหินเดิม ที่เกิดจากการพังถล่มของเพดานถ้ำ  และลักษณะหินงอก – หินย้อย ที่มีความสวยงามมาก ที่เกิดขึ้นภายหลัง  เนื่องจากการจับตัวกันของผลึกเกิดเป็นแร่แคลไซต์(calcite) ที่เกิดจากน้ำฝนที่ละลายแคลเซียมคาร์บอเนตจากหินปูน  แล้วไหลมาตามรอยแตกหิน  มาตกผลึกจับตัวกันแข็งบริเวณเพดาน  พื้น  และผนัง ถ้ำ  มีรูปลักษณ์สวยงาม  แปลกตา  และแตกต่างกันไป    ซึ่งพบอยู่มาก  และยังพบว่า  มีน้ำหยดที่ซึมจากเพดานถ้ำ  หยดอยู่อย่างต่อเนื่อง 
               ลักษณะเด่นของหินงอก – หินย้อย ที่ปรากฏอยู่ในถ้ำนี้  ได้แก่
               - เนื้อละเอียด
               - ส่วนใหญ่มีสีที่ขาวสะอาด – สีขาวอมน้ำตาลจาง    
               - มีรูปลักษณ์ ที่หลากหลาย และสวยงาม
               - พบอยู่มาก ทั่วทั้งโถง  ทั้งในบริเวณเพดาน  ผนัง  และพื้น
               - ยังไม่ถูกบุกรุกให้เกิดความเสียหายมากนัก (มีอยู่บ้างเล็กน้อย)
               ลักษณะหินงอก – หินย้อย   ที่ปรากฏอยู่ภายในถ้ำ  สามารถจำแนกออกตามตำแหน่งที่เกิดได้เป็น  3 บริเวณ  ดังนี้
 
1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6